ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Burnout กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงบ่อยอย่างผิดปกติในโลกการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงพนักงานรุ่นใหม่อย่าง Gen Z หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามว่า
- “ ทำไมเด็กรุ่นนี้ถึงหมดไฟง่าย ”
- “ เพิ่งเริ่มทำงานไม่กี่ปีก็ลาออก ”
- “ Gen Z อดทนน้อยกว่ารุ่นก่อนจริงหรือเปล่า ”
คำถามเหล่านี้ฟังดูเหมือนเป็นการโทษ “ คน ” แต่ในความเป็นจริง อาจเป็นสัญญาณเตือนถึง “ระบบการทำงาน” ที่กำลังไม่สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า Gen Z Burnout มากที่สุดจริงหรือไม่ แต่คือ “ ถ้าใช่… เกิดจากอะไร และองค์กรควรทำอย่างไร ”
Burnout ไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือภาวะที่ลึกกว่านั้น
- หลายคนยังเข้าใจว่า Burnout คือ การทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือเหนื่อยสะสม แต่ในทางจิตวิทยา Burnout คือ ภาวะความอ่อนล้าทางอารมณ์ ความคิด และแรงจูงใจ ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน
คนที่ Burnout ไม่ได้แค่ “ เหนื่อย ” แต่เริ่มรู้สึกว่า
- งานไม่มีความหมาย
- ความพยายามของตัวเองไม่ถูกเห็น
- ทำไปก็ไม่เกิดคุณค่า
- ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่พอ
Burnout มักเกิดจาก “ช่องว่าง” ระหว่างสิ่งที่องค์กรสัญญาไว้ กับสิ่งที่พนักงานเจอจริง
- องค์กรบอกว่างานชัดเจน ทรัพยากรพร้อม
- แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ งานไม่ชัด ภาระล้น และขาดคนช่วย
Burnout 3 ระยะ ที่หลายองค์กรเจอแต่ไม่รู้ตัว
ภาวะ Burnout ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่มักค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับ
ระยะที่ 1 เหนื่อยล้าสะสม
- พนักงานเริ่มทำงานหนักกว่าปกติ รับงานเกินขอบเขต พยายามพิสูจน์ตัวเอง โดยเฉพาะ Gen Z ที่อยากแสดงศักยภาพตั้งแต่ช่วงต้นอาชีพ
ระยะที่ 2 เริ่มเฉยชา
- จากคนที่เคยไฟแรง กลายเป็นคนที่ “ทำไปตามหน้าที่” ไม่อินกับงาน ไม่อยากเสนอไอเดีย ไม่อยากมีส่วนร่วม
ระยะที่ 3 หมดความมั่นใจ
- เริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง รู้สึกว่างานที่ทำไม่มีความหมาย และนำไปสู่การลาออกในที่สุด
ปัญหาคือ หลายองค์กรเพิ่งรู้ตัวตอนพนักงานอยู่ระยะที่สาม ซึ่งมักสายเกินไปแล้ว
แล้วทำไม Gen Z ถึงถูกมองว่า Burnout มากกว่ารุ่นอื่น
ข้อมูลจากหลายประเทศสะท้อนภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจ
- สหรัฐอเมริกา พบว่าคนวัยทำงาน 1 ใน 4 มีภาวะ Burnout ก่อนอายุ 30
- อังกฤษ พบว่า Gen Z มีอาการ Burnout สูงถึงราว 80% หลังโควิด
- การสำรวจหลายประเทศพบว่า Gen Z กว่า 83% ในตำแหน่งพนักงานหน้าใหม่และผู้จัดการ มีภาวะ Burnout
- แคนาดารายงานว่า Gen Z รู้สึกหมดไฟมากกว่า Gen X และ Baby Boomer
คำถามคือ นี่คือเพราะ Gen Z อ่อนแอจริง หรือโลกการทำงานเปลี่ยนไปจนไม่เหมือนเดิม
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Gen Z เสี่ยง Burnout มากขึ้น
1 Gen Z เข้าสู่ตลาดงานในช่วงโควิด
- หลายคนเริ่มงานโดยไม่เคยเห็นภาพการทำงานจริง ไม่เคยมีช่วง On-the-job learning แบบรุ่นก่อน การเรียนรู้ผ่านจอทำให้ขาดบริบท ความเข้าใจ และความผูกพันกับงาน
2 ค่าใช้จ่ายสูง แต่รายได้ไม่มั่นคง
- ค่าครองชีพพุ่งสูง ความก้าวหน้าในอาชีพไม่ชัดเจน ทำให้เกิดแรงกดดันตั้งแต่ช่วงต้นชีวิตการทำงาน
3 รูปแบบ Hybrid และ AI
- แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวเลือนหาย งานไม่จบในเวลางาน และขาดการเชื่อมโยงทางมนุษย์
4 หัวหน้างานเองก็ล้น
- หัวหน้าหลายคนมีภาระงานสูง ไม่มีเวลาสอน ไม่มีระบบโค้ช ทำให้ Gen Z ต้อง “เอาตัวรอด” ด้วยตัวเองตั้งแต่วันแรก
เมื่อปัจจัยเหล่านี้รวมกัน Burnout จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นผลลัพธ์ที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากองค์กรยังทำงานด้วยวิธีเดิม
Gen Z ไม่ได้ขี้เกียจ แต่ไม่ยอม Burnout เพื่อแลกกับอะไรที่ไม่ชัด
จุดต่างสำคัญของ Gen Z คือ พวกเขากล้าตั้งคำถามกับระบบ ไม่ใช่เพราะไม่อดทน แต่เพราะไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องทนในระบบที่ไม่ยั่งยืน ถ้างานไม่มีความหมาย ถ้าเติบโตไม่ชัด ถ้าสุขภาพจิตพัง Gen Z เลือกเดินออก มากกว่ายอมเผาไฟตัวเอง นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือ “มุมมองใหม่ของการทำงาน” องค์กรควรทำอย่างไร ถ้าไม่อยากเสียคนเก่งไปกับ Burnout
จากภาพชุดสุดท้าย ข้อความหนึ่งที่ชัดมากคือ
“การดูแล Burnout ไม่ควรโยนให้พนักงานรับมือคนเดียว”
แนวทางที่ได้ผลจริง เริ่มจากระบบ ไม่ใช่กิจกรรม
1 ลดความโดดเดี่ยวในทีม
- สร้างพื้นที่ให้พูดคุย ไม่ใช่แค่ประชุมงาน แต่คุยเรื่องความรู้สึกและอุปสรรค
2 กำหนดขอบเขตงานและเวลางานให้ชัด
- งานล้นไม่ใช่เรื่องขยัน แต่คือความเสี่ยง Burnout
3 ดูแลสุขภาพใจอย่างต่อเนื่อง
- ไม่ใช่กิจกรรมปีละครั้ง แต่เป็นวัฒนธรรมที่ทำให้คนกล้าพูดเมื่อไม่ไหว
4 ติดตามและปรับภาระงานก่อนหนักเกินไป
- อย่ารอจน Productivity ตกแล้วค่อยแก้
5 สื่อสารความคาดหวังให้ชัด
- พนักงานจำนวนมาก Burnout เพราะ “ไม่รู้ว่าอะไรคือพอ”
สรุป
บทความนี้ hr-odthai สรุปได้ดังต่อไปนี้ Gen Z ไม่ได้เป็นเจเนอเรชันที่อ่อนแอ หรือหมดไฟง่ายกว่าคนรุ่นก่อน แต่เป็นเจเนอเรชันที่สะท้อนปัญหา Burnout ของโลกการทำงานยุคใหม่ได้ชัดที่สุด พวกเขาเข้าสู่ตลาดงานในช่วงวิกฤต เผชิญความไม่แน่นอนสูง งานไม่ชัด ระบบไม่พร้อม และขาดการดูแลด้านสุขภาพใจ เมื่อองค์กรยังใช้วิธีบริหารแบบเดิม Burnout จึงกลายเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Gen Z ไหวหรือไม่ แต่คือองค์กรกำลังสร้างระบบที่พัฒนาคนให้เติบโต หรือกำลังเผาคนเก่งโดยไม่รู้ตัว



